Skip to content

Nutrition

7 สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทำไมถึงควรมีการตรวจคัดกรอง

เช็ก 7 สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมวิธีตรวจคัดกรอง FIT และการส่องกล้อง ควรเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไร อธิบายโดยแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน

โดย นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ (หมอเจด)·11 ก.ย. 2026·อ่าน 5 นาที
แพทย์ผู้หญิงทำท่าทางปวดท้องโดยกุมมือทั้งสองข้างประสานกันที่ท้อง

สวัสดีครับ มีประโยคหนึ่งที่ผมพูดกับคนไข้บ่อยมากคือ "ร่างกายมักส่งสัญญาณก่อนเสมอ แต่สัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่มันเงียบมาก" เพราะอาการในช่วงต้นมักดูเหมือนเรื่องธรรมดาที่ใคร ๆ ก็เคยเป็น ทั้งท้องผูก ท้องอืด หรือถ่ายเป็นเลือดนิดหน่อย จนหลายคนรอไปเรื่อย ๆ

บทความนี้ผมจะสรุป 7 สัญญาณเตือนที่ผมอยากให้ทุกคนจำให้ขึ้นใจ พร้อมอธิบายว่าทำไมการตรวจคัดกรองเชิงรุกจึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดสำหรับมะเร็งชนิดนี้ และคุณควรเริ่มตรวจเมื่อไรครับ

ทำไมสัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่จึงถูกมองข้ามบ่อย

สาเหตุหลักมีอยู่สามข้อครับ ข้อแรกคืออาการช่วงต้นเบามาก บางคนแทบไม่รู้สึกอะไรเลย ข้อสองคืออาการเหล่านี้ทับซ้อนกับโรคที่พบบ่อยกว่ามาก เช่น ริดสีดวงทวารและลำไส้แปรปรวน คนส่วนใหญ่จึงเดาเองว่าเป็นโรคเหล่านั้น และข้อสามคือความเขินอาย เรื่องการขับถ่ายเป็นหัวข้อที่หลายคนไม่อยากเล่าให้ใครฟัง แม้แต่กับแพทย์

ผลที่ตามมาคือระยะเวลาตั้งแต่มีอาการจนถึงวันที่ได้รับการวินิจฉัยยืดออกไปเป็นเดือนหรือเป็นปี ทั้งที่ในความเป็นจริง มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่ผลการรักษาแตกต่างกันมากระหว่างระยะต้นกับระยะท้ายครับ

7 สัญญาณเตือน มะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่ควรเช็กตัวเอง

ผมขอย้ำก่อนว่าการมีสัญญาณข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง ส่วนใหญ่จะเป็นสาเหตุอื่น แต่สัญญาณเหล่านี้คือ "เกณฑ์ที่ควรไปพบแพทย์" ไม่ใช่ "เกณฑ์ที่ควรตกใจ" ครับ

1. พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไปนานเกิน 3–4 สัปดาห์

ท้องผูกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ท้องเสียเรื้อรัง หรือท้องผูกสลับท้องเสีย โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน เช่น ไม่ได้เปลี่ยนอาหาร ไม่ได้เริ่มยาใหม่ และไม่ได้เดินทาง สิ่งสำคัญคือคำว่า "เปลี่ยนไปจากปกติของตัวเอง" ไม่ใช่การเทียบกับคนอื่น เพราะแต่ละคนมีจังหวะการขับถ่ายไม่เหมือนกัน

2. เลือดปนในอุจจาระ

เป็นสัญญาณที่ตรงไปตรงมาที่สุด แต่ก็ถูกตีความผิดบ่อยที่สุดเช่นกัน จุดที่ควรสังเกตคือ เลือดที่ปนอยู่ในเนื้ออุจจาระหรือคลุกเคล้ากับอุจจาระ มักบ่งชี้ถึงตำแหน่งที่สูงขึ้นไปในลำไส้ ต่างจากเลือดสดที่หยดตามหลังการถ่ายซึ่งมักมาจากริดสีดวง ส่วนอุจจาระสีดำคล้ำเหมือนยางมะตอยเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน ซึ่งต้องพบแพทย์เช่นกัน

3. อุจจาระลำเล็กลงหรือรูปร่างเปลี่ยนไป

เมื่อมีก้อนเนื้อทำให้ช่องทางเดินของลำไส้แคบลง อุจจาระที่ผ่านออกมาอาจมีขนาดเล็กลงคล้ายดินสอ หรือแบนผิดปกติ ประเด็นสำคัญคือ "ต่อเนื่อง" ไม่ใช่แค่วันสองวัน

4. รู้สึกถ่ายไม่สุด

ถ่ายเสร็จแล้วยังรู้สึกปวดอยากถ่ายอีก หรือรู้สึกว่ายังมีอะไรค้างอยู่ ในทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า Tenesmus ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ รวมถึงก้อนเนื้อในไส้ตรง

5. ปวดท้องหรือแน่นท้องเรื้อรังในตำแหน่งเดิม

ปวดบิดเป็นพัก ๆ ท้องอืดผิดปกติ หรือรู้สึกแน่นในตำแหน่งเดิมซ้ำ ๆ โดยเฉพาะเมื่อรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ถ้าอาการแน่นท้องของคุณเป็นแบบเป็น ๆ หาย ๆ มานานแล้ว ลองอ่าน รู้สึกแน่นท้องเกิดจากอะไร เพื่อดูสาเหตุที่พบบ่อยกว่าประกอบด้วยครับ

6. อ่อนเพลียเรื้อรังและซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ

ข้อนี้เป็นข้อที่ผมให้น้ำหนักมากเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นสัญญาณของการเสียเลือดทีละน้อยอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โดยที่เจ้าตัวอาจไม่เคยเห็นเลือดในอุจจาระเลย ถ้าผลตรวจเลือดพบภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กในผู้ชาย หรือในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน โดยไม่มีสาเหตุอธิบาย เป็นข้อบ่งชี้ที่ต้องตรวจหาแหล่งเลือดออกในทางเดินอาหารครับ

7. น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ

โดยเฉพาะเมื่อลดเกิน 5% ของน้ำหนักตัวภายใน 6 เดือน ทั้งที่ไม่ได้ควบคุมอาหารหรือเพิ่มการออกกำลังกาย ข้อนี้เป็นสัญญาณทั่วไปของโรคหลายอย่างที่ต้องหาสาเหตุ ไม่ใช่แค่มะเร็งลำไส้

ตารางสรุป 7 สัญญาณเตือน

สัญญาณควรสงสัยเมื่อระดับความเร่งด่วน
ขับถ่ายเปลี่ยนไปเลือดปนอุจจาระอุจจาระลำเล็กลงถ่ายไม่สุดปวดหรือแน่นท้องเรื้อรังอ่อนเพลียและซีดน้ำหนักลดเอง
ต่อเนื่องเกิน 3–4 สัปดาห์ปนในเนื้ออุจจาระ หรือสีดำคล้ำเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์เป็นซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ถ่ายตำแหน่งเดิมซ้ำ ๆ หรือแย่ลงตรวจพบโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กลดเกิน 5% ใน 6 เดือน
นัดพบแพทย์พบแพทย์โดยเร็วนัดพบแพทย์นัดพบแพทย์นัดพบแพทย์พบแพทย์โดยเร็วพบแพทย์โดยเร็ว

อาการที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอนัด

• ถ่ายเป็นเลือดปริมาณมากหรือถ่ายเลือดสดต่อเนื่อง

• ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ท้องอืดมาก อาเจียน ไม่ผายลม และไม่ถ่าย

• หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น ร่วมกับอาการซีดชัดเจน

• มีไข้สูงร่วมกับปวดท้องรุนแรง

ตรวจมะเร็งลำไส้ ทำได้ด้วยวิธีไหนบ้าง

จุดแข็งที่สุดของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในมุมเวชศาสตร์ป้องกันคือ เรามีเครื่องมือคัดกรองที่ใช้ได้จริงและมีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน ต่างจากมะเร็งอีกหลายชนิดที่ยังไม่มีวิธีคัดกรองที่ดีพอ

การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT)

เป็นการเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อตรวจหาเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ข้อดีคือทำง่าย ไม่ต้องเตรียมลำไส้ ไม่ต้องงดอาหาร และราคาไม่สูง โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจปีละครั้ง ข้อจำกัดคือหากผลเป็นบวก ยังไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง แต่เป็นสัญญาณว่าต้องส่องกล้องเพื่อหาสาเหตุต่อไป

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

เป็นวิธีมาตรฐานที่แม่นยำที่สุด เพราะแพทย์มองเห็นผนังลำไส้ได้โดยตรง และหากพบติ่งเนื้อก็สามารถตัดออกได้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นทั้งการตรวจและการจัดการไปพร้อมกัน ข้อจำกัดคือต้องเตรียมลำไส้ล่วงหน้า และมักต้องให้ยาระงับความรู้สึก

วิธีอื่นที่อาจใช้ในบางกรณี

  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) — ตรวจเฉพาะส่วนปลาย ใช้เวลาสั้นกว่า แต่ไม่ครอบคลุมลำไส้ทั้งหมด
  • CT Colonography — การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ใช้ในผู้ที่ไม่สามารถส่องกล้องได้ แต่ถ้าพบความผิดปกติก็ยังต้องส่องกล้องอยู่ดี
  • การตรวจ DNA ในอุจจาระ — มีใช้ในบางสถานพยาบาล ควรปรึกษาแพทย์เรื่องความเหมาะสมและค่าใช้จ่าย
วิธีตรวจความถี่โดยทั่วไปข้อดีข้อจำกัด
FIT ตรวจเลือดแฝงในอุจจาระส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่องกล้องส่วนปลายCT Colonography
ปีละครั้งทุก 10 ปี หรือตามที่แพทย์กำหนดทุก 5 ปีทุก 5 ปี
ทำง่าย ไม่ต้องเตรียมลำไส้ ราคาเข้าถึงได้แม่นยำสูง ตัดติ่งเนื้อได้ทันทีเตรียมตัวน้อยกว่าไม่ต้องใส่กล้องเข้าไป
ผลบวกต้องส่องกล้องต่อต้องเตรียมลำไส้ ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูงกว่าไม่ครอบคลุมลำไส้ทั้งหมดยังต้องเตรียมลำไส้ และถ้าพบผิดปกติต้องส่องกล้อง

ความถี่ในตารางเป็นค่าอ้างอิงทั่วไป แผนการตรวจจริงต้องกำหนดโดยแพทย์ตามความเสี่ยงและผลตรวจของแต่ละบุคคลครับ

ควรเริ่มตรวจคัดกรองเมื่อไร

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงพิเศษ คำแนะนำในปัจจุบันคือเริ่มตรวจคัดกรองที่อายุประมาณ 45–50 ปี และตรวจต่อเนื่องตามรอบที่แพทย์กำหนด

แต่มีอีกหลายกลุ่มที่ควรเริ่มเร็วกว่านั้น ได้แก่

  • มีญาติสายตรงเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะหากได้รับการวินิจฉัยตอนอายุน้อย
  • มีญาติสายตรงเคยพบติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงจากการส่องกล้อง
  • มีประวัติเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น Ulcerative Colitis หรือ Crohn’s Disease
  • มีกลุ่มอาการทางพันธุกรรมในครอบครัว เช่น Lynch Syndrome หรือ FAP
  • เคยได้รับรังสีรักษาบริเวณช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน

และไม่ว่าอายุเท่าไรก็ตาม หากมีสัญญาณเตือนตามที่กล่าวไปข้างต้น การไปพบแพทย์คือคำตอบ ไม่ใช่การรอให้ถึงอายุที่ควรตรวจคัดกรองครับ

แนวทางลดปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวัน

เมื่อพูดถึงการ "ป้องกันมะเร็งลำไส้" ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกัน เราหมายถึงสองเรื่องคู่กันเสมอ คือการตรวจคัดกรองตามรอบ กับการลดปัจจัยเสี่ยงที่ปรับได้ ไม่มีอาหารหรือผลิตภัณฑ์ใดที่ใช้แทนสองข้อนี้ได้ครับ

  1. เพิ่มใยอาหารเป็น 25–30 กรัมต่อวัน จากผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่ว
  2. ลดเนื้อแปรรูปให้เหลือน้อยที่สุด และจำกัดเนื้อแดงไม่เกินราว 500 กรัมสุกต่อสัปดาห์
  3. ควบคุมน้ำหนักและรอบเอว ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  4. ออกกำลังกายระดับปานกลาง 150 นาทีต่อสัปดาห์ และลดพฤติกรรมนั่งนาน
  5. เลิกบุหรี่และจำกัดแอลกอฮอล์
  6. ดูแลสมดุลจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ด้วยอาหารหลากหลาย อาหารหมักตามธรรมชาติ และอาหารกลุ่มพรีไบโอติก ซึ่งช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบขับถ่ายในภาพรวม
  7. เข้ารับการตรวจคัดกรองตามรอบ แม้จะรู้สึกสบายดี

ข้อ 6 เป็นการดูแลสุขภาพระบบทางเดินอาหารในภาพรวมเท่านั้น ไม่ใช่วิธีป้องกันโรคมะเร็ง และไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจคัดกรองได้

ถ้าคุณกำลังสงสัยว่าอาการถ่ายเป็นเลือดของตัวเองน่าจะมาจากริดสีดวงหรือไม่ ผมแนะนำให้อ่าน มะเร็งลำไส้ใหญ่ กับริดสีดวง อาการต่างกันอย่างไร ต่อ และหากอยากทำความเข้าใจกลไกของโรคตั้งแต่ต้น อ่าน ทำความรู้จักมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการเตือนเริ่มแรกและสาเหตุ ได้ครับ

คำถามที่พบบ่อย

7 สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ มีอะไรบ้าง

A: ได้แก่ พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไปนานเกิน 3–4 สัปดาห์ มีเลือดปนในอุจจาระ อุจจาระลำเล็กลง รู้สึกถ่ายไม่สุด ปวดหรือแน่นท้องเรื้อรังในตำแหน่งเดิม อ่อนเพลียและซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ และน้ำหนักลดเองโดยไม่ได้ตั้งใจ การมีสัญญาณข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง แต่เป็นเกณฑ์ที่ควรไปพบแพทย์

ตรวจมะเร็งลำไส้ ต้องส่องกล้องอย่างเดียวหรือไม่

A: ไม่จำเป็นเสมอไปครับ การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระหรือ FIT เป็นวิธีคัดกรองเบื้องต้นที่ทำง่ายและแนะนำให้ทำปีละครั้ง หากผลเป็นบวกจึงจะส่องกล้องเพื่อหาสาเหตุต่อ ส่วนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นวิธีมาตรฐานที่แม่นยำที่สุดและตัดติ่งเนื้อได้ในคราวเดียวกัน

ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ ต้องเจ็บตัวไหม

A: การตรวจ FIT ไม่เจ็บเลย เพราะเป็นเพียงการเก็บตัวอย่างอุจจาระ ส่วนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่มักทำภายใต้ยาระงับความรู้สึก ผู้เข้ารับการตรวจส่วนใหญ่จึงไม่รู้สึกเจ็บระหว่างหัตถการ สิ่งที่หลายคนบอกว่ายากกว่าคือขั้นตอนการเตรียมลำไส้ในคืนก่อนตรวจ

อายุ 40 ปี ยังไม่ถึงเกณฑ์ ต้องตรวจไหม

A: ถ้าไม่มีอาการและไม่มีปัจจัยเสี่ยงพิเศษ โดยทั่วไปยังไม่ถึงเกณฑ์คัดกรอง แต่หากมีญาติสายตรงเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เคยพบติ่งเนื้อ หรือมีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจต้องเริ่มเร็วกว่าเกณฑ์ปกติ และหากมีสัญญาณเตือนควรพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรออายุ

ป้องกันมะเร็งลำไส้ทำได้อย่างไร

A: ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกันประกอบด้วยสองส่วนคู่กัน คือการเข้ารับการตรวจคัดกรองตามรอบที่แพทย์แนะนำ และการลดปัจจัยเสี่ยงที่ปรับได้ เช่น เพิ่มใยอาหาร ลดเนื้อแปรรูปและเนื้อแดง ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลิกบุหรี่ และจำกัดแอลกอฮอล์ ไม่มีอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดที่ใช้ทดแทนสองส่วนนี้ได้

ผลตรวจ FIT เป็นบวก แปลว่าเป็นมะเร็งแล้วหรือไม่

A: ไม่ใช่ครับ ผลบวกหมายความว่าตรวจพบเลือดในอุจจาระ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งริดสีดวงทวาร แผลปริที่ขอบทวารหนัก ติ่งเนื้อ หรือการอักเสบ ขั้นตอนถัดไปคือการส่องกล้องเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ควรตื่นตระหนกแต่ก็ไม่ควรละเลย

ปรึกษาแนวทางดูแลสุขภาพลำไส้

หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับการปรับอาหาร ใยอาหาร หรือการดูแลระบบขับถ่ายในชีวิตประจำวัน ทักมาพูดคุยกับทีมงานได้ที่ LINE @drjadestore ครับ

แต่หากคุณมีอาการผิดปกติตามที่กล่าวถึงในบทความนี้ สิ่งที่ผมอยากให้ทำเป็นอันดับแรกคือ นัดพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ไม่ใช่การหาผลิตภัณฑ์มารับประทานเองครับ

Disclaimer

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาทางการแพทย์ และไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค การรับประทานควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรรับประทานเกินปริมาณที่แนะนำ เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แอดไลน์เลือกซื้อสินค้าปรึกษาฟรี